8 พฤษภาคม 2558 (ศุกร์)

Just because you need someone,

doesn’t mean you need them back in your life.

Missing is just a part of moving on.

อ่านเจอที่เพจ สมาคมนิยมหนังหวาน แล้วมีแปลไว้ด้วยว่า…

แค่คิดถึงคนบางคน

ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องการเค้ากลับมาในชีวิต

ความคิดถึง เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการก้าวต่อไป

ความคิดถึงแบบนี้สำหรับฉันเกิดขึ้นกับคนที่เดินผ่านเข้ามา แล้วก็เดินจากไป (เกี่ยวเนื่องมาจากเรื่องเล่าคราวที่แล้ว กำไรชีวิต…) จริงอยู่ในช่วงแรกของการคิดถึงแบบนี้ ฉันไม่หลอกตัวเองว่าอยากให้เค้ากลับมาในชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคิดถึง จึงเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวต่อไปอย่างที่ Rom Com (Romantic & Comedy Movie Society) แปลเอาไว้ แต่ก็แอบมี hurt เล็กๆ นะเวลาหันกลับไปมอง

ต่างจากความคิดถึงอีกแบบที่เรารู้ว่า…เราก็ถูกคิดถึงเหมือนกัน ความคิดถึงแบบนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการก้าวต่อไปเหมือนกัน มีความอบอุ่น อุ่นใจอยู่ในความคิดถึงเหล่านั้น

ว่าแต่…ตอนนี้…คนอ่านมีความคิดถึงอย่างไหนกันอยู่ อย่างแรกหรือว่า…อย่างหลัง…

09:03

031

09:03

5 พฤษภาคม 2558 (อังคาร)

วันสองวันมานี่คำว่า ‘กำไรชีวิต’ เข้ามาวนเวียนในความคิดบ่อยครั้ง อะไร อย่างไร แบบไหน ถึงเรียกว่ากำไรชีวิต มานั่งนึกๆ สิ่งมีชีวิตไม่ควรเรียกว่าเป็นกำไรชีวิต ฟังแล้วมันเหมือนไม่มีค่า ไม่มีความหมาย มีก็ดี ไม่มีก็ได้

‘กำไรชีวิต’ น่าจะเป็นประมาณนี้มั้ย…

อยู่เกิน 70 – 80 ก็ถือว่าเป็นเป็นกำไรของชีวิตแล้ว (เพราะไม่คิดว่าจะอยู่นาน อิอิ)

ได้มีโอกาสไปเยือนที่นี่ เป็นกำไรของชีวิต (การเดินทางลำบาก เดินทางไปยาก ฯ)

หรืออย่างไร…

11:16

009

15 เมษายน 2558 (พุธ)

จะอ่านหนังสือแต่ละครั้งทำไมสิ่งประกอบการอ่านมันถึงได้เยอะนัก ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ… อย่างแรกคือความรู้สึกในขณะที่อ่านบรรทัดนั้น ประโยคนั้น ย่อหน้านั้น หน้านั้น ของหนังสือเล่มนั้น ขืนรอให้อ่านจบเล่มแล้วมานั่งบรรยาย ฉันมีหวังลืมแน่นอน ชอบขีดเส้นใต้หรือไม่ก็โน้ตเล็กๆ เอาไว้ แล้วทำป้ายกระดาษแผ่นจิ๋วๆ ที่เรียกกันว่า index แปะคั่นหน้าที่ชอบใจ พอเป็นอย่างนี้เข้าอุปกรณ์เลยมีวางไว้อยู่ข้างๆ เสมอ ไม่ว่าจะเอาหนังสือไปนอนอ่านบนเตียงข้างหน้าต่างกลมๆ นั่น หรือจะนั่งอ่านที่โต๊ะทำงานข้างหน้าต่างมุ้งลวดเหล็กดัดอย่างโบราณ

สมุด ดินสอ ยางลบ post it และกรรไกร คืออุปกรณ์เสริมการอ่านของฉัน สมุดเอาไว้จดสิ่งละอันพันละน้อย ความรู้สึก หรือคำถามที่เกิดขึ้นในระหว่างการอ่าน ส่วนมากฉันใช้ดินสอในการจดบันทึก ในความรู้สึกส่วนตัวมันสะอาดตา แล้วมีส่วนช่วยในการกำกับการเขียนให้ลายมือคงที่ดีงาม ยางลบเอาไว้ลบคำที่ฉันเขียนผิด (ไม่ชอบการขีดฆ่าแล้วเขียนใหม่) กรรไกรเอาแล้วตัด post it เพื่อเอาไว้คั่นหน้าที่มีประโยคประทับใจ อ้อ…จริงสิ…อีกอย่างที่ไม่เคยขาด ที่คั่นหนังสือ (ลืมได้งัยเนี่ย) เพราะเป็นไม่นิยมการพับที่มุมกระดาษ

หนังสือแต่ละเล่มมีเสน่ห์แตกต่างกัน เหมือนคนนั่นแหละ น้องชายฉันเปรียบไว้…ความรักก็เหมือนหนังสือ ถ้ากำลังหลงรักก็จะหยิบมาอ่านบ่อยๆ หรืออาจถือติดมือไว้เลยก็ว่าได้ แต่หากไม่รัก เบื่อ ก็จะถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่ใยดี เห็นภาพเลย

18:43

095

14 เมษายน 2558 (อังคาร)

บทสนทนาวันหนึ่งใจความคือ แบ่งปันแข่งเรือใบคัดตัวไปแข่งที่หัวหิน ตัดสินใจแบบปุบปับชวนนายสองข้าวไป แล้วก็ถูกหักหลัง เพราะได้ยินแว่วมาว่าไม่อยากไปกัน ชริส์…ไปคนเดียวก็ได้ ว่าแล้วก็เก็บเสื้อผ้า เอากระเป๋าโยนใส่รถไปคนเดียว ปลายทางสัตหีบ

อูว์…แบ่งปัน…แม่โอล่ะปลื้มในความพยายาม อดทน มุ่งมั่น แดดจัดจ้าน ลูกต้องแข่งลอยอยู่กลางทะเล ตอนลูกแข่ง โห่…อิแม่ตื่นเต้น ตะโกนเชียร์จากฝั่ง “แบ่งปัน come on สู้ สู้ ลูก” (ลูกคงจะได้ยินหรอกนะ ^^)

สรุป…ติด 1 ใน 20 เป็นตัวแทนไปแข่งในนาม สมาคมเรือใบแห่งประเทศไทย รายการ หัวหินรีกัตตา 2015 เรือใบประเภท Optimist กลุ่ม B มือใหม่

เก่งมั้ยเล่า…เก่งมั้ยเล่า…

Day2-032

4 เมษายน 2558 (เสาร์)

เมื่อวานขับรถไปนครปฐม พาปุ้นไปกราบพระพิฆเนศที่พระราชวังสนามจันทร์ ออกจากบ้านแปดโมงกว่าแล้ว ถึงที่นั่นเกือบสิบโมง รถติดระหว่างทางนิดหน่อยช่วงทำถนน พอไปถึงสองคนแม่ลูกก็แยกกันเดินทันที ปุ้นสนใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของสถานที่ ใช้สายตาเก็บภาพ ส่วนฉันมองความสวยงามร่มเย็น แล้วเก็บความทรงมาจำมาด้วยภาพถ่าย อากาศร้อนจัด แดดดี ฟ้าสวย แล้วด้วยเวลาที่ไปถึงยังค่อนข้างเช้า นักท่องเที่ยวจึงยังไม่ค่อยมี โอย…เพลิน… แม่ไปทาง ลูกไปทาง เดินเล่นกันอยู่เกือบสองชั่วโมง เพื่อนก็มารับไปกินข้าวเที่ยง อิ่มกันเรียบร้อยก็ร่ำลาแยกย้าย ก่อนกลับกรุงเทพฯ แวะกราบองค์พระปฐมเจดีย์

“จะเดินดูรอบๆ มั้ยปุ้น”

“ไม่ไหวแม่โอ ร้อนมาก ปุ้นปวดหัว กลับกันดีกว่า”

แหม่…ไม่อึดเหมือนแม่เล้ย เอ้า…กลับก็กลับ… พอขึ้นรถได้แอร์เย็นๆ ก็หลับยาว อิแม่ก็ฟังเพลงขับรถป่ายซ้ายป่ายขวากลับเข้าเมืองกรุง สนุกดี เสียดายอย่างเดียว ปั้นน่าจะมาด้วยกัน เวลาไปไหนกันสามคนแม่ลูกจะมีอะไรคุยกันให้หัวเราะกันดังลั่นอยู่เสมอ ก็เป็นหนุ่มกันหมดแล้วนิ

07:00

003

28 มีนาคม 2558 (เสาร์)

เพื่อความอุ่นใจในการสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา การบนจึงได้เริ่มขึ้นเมื่อขึ้นชั้น ม. 6 ฉันเป็นอีกคนหนึ่งเช่นกันเพราะความไม่เอาถ่านในการเรียน บนไข่ต้มกับพระแก้วมรกตที่วัดพระแก้ว (ตอนนั้นคนไม่มากมายขนาดนี้) บนพวงมาลัยเจ็ดสีเจ็ดศอกที่ท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ สอบติดคณะอะไร เรียนที่ไหน ยังงัยเอาหมด

ตอนเลือก 6 อันดับ แก้แล้วแก้อีก ไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาบ่อยมาก อยากเลือกอักษรจุฬา วารสารธรรมศาสตร์ อย่างเพื่อนเค้าก็ทำไม่ได้เพราะเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ดีงาม อาจารย์ต้องค่อยๆ ปลอบ ให้ปรับอันดับของคณะที่จะเลือก เพราะถ้าเลือกไม่ดีจะหลุดลงมาทั้งหมด ไม่ติดอะไรเลย จำได้ว่าแก้จนวันสุดท้ายที่ต้องยื่นใบสมัคร อาจารย์ถึงกับขอดูก่อนยื่นเพราะกลัวลูกศิษย์เกเร

พอมาถึงคราวตาปั้น ก็บนอีก คราวนี้บนกับพ่อขุนรามคำแหงที่สุโขทัย ตอนรู้ว่าสัมภาษณ์ผ่านที่ SIIT เมื่อสิ้นปีที่แล้วก็พาขึ้นไปแก้บน กลับมาบนเพิ่มเติมกับหลวงพ่อโสธรว่าจะถวายไข่ต้ม 100 ฟอง ละครรำ ถ้าติดที่ลาดกระบัง นี่เพิ่งพาไปแก้บนเมื่อวันพฤหัส ขับรถไปฉะเชิงเทรากันสองคนแม่ลูก แต่ขอโทษเหมือนไปคนเดียวเพราะอิปั้นมันหลับทั้งขาไปและกลับ ยัง…ยังไม่หมด…ต้องถวายผลไม้เจ้าแม่กวนอิมที่ห้องพระที่บ้านอีก

ที่พึ่งทางใจ เข้าใจแหละ เพราะแม่มันก็เป็น แหะๆ

09:48

007

25 มีนาคม 2558 (พุธ)

ฝนเอย…ทำไมจึงตก

ฝนเอย…ทำไมจึงตก

จำเป็นต้องตกเพราะว่ากบมันร้อง…

เมื่อวานตอนเที่ยงฝนตกกระหน่ำลงมาซะงั้น เพิ่งพานายเฮกเตอร์ไปขัดเคลือบสีที่ศูนย์ Honda มาเมื่อวันเสาร์ กะจะหล่อยาวๆ เจอฝนเมื่อวานเซ็งเลย ฟ้าก็แรงร้องดังน่ากลัว อุดหู คอย่น หลับตาปี๋ ไม่ได้กลัวฟ้าผ่าเพราะสาบานอะไรไว้หรอกนะ แต่กลัวฟ้าร้องเสียงดังๆ อยู่แล้ว ตามประสาคนว่างงาน เลยนอนอ่านหนังเพลินจนถูกหนังสืออ่านไปตอนไหนไม่รู้ตัว ก็อากาศมันเป็นใจให้ขี้เกียจ เย็นๆ ชื้นๆ เสียงฝนคุยกัน ทะเลาะกันเป็นบางจังหวะ มีฟ้าคอยส่งเสียงคำรามเป็นกรรมการห้ามอยู่เป็นระยะ…ระยะ…

รู้สึกตัวอีกทีก็มีแต่เสียงเปาะแปะของหยดน้ำฝนที่ค้างอยู่บนใบไม้ พอเจอลมทีก็ร่วงตกพื้น จำได้ว่าคราวก่อนๆ เคยบ่นๆ ว่าฝนตกแล้วเพิ่งหยุด บีบอก “ลงไปถ่ายรูปหยดน้ำสิส้มโอ” พอมาครั้งนี้เลยคว้ากล้องลงไปที่สนาม เดินถ่ายรูปใบไม้ ดอกไม้ ดอกหญ้า ไปเรื่อย มันคือความสุขในชีวิตนี่นะ

070

09:29

23 มีนาคม 2558 (จันทร์)

เกิดอาการเบื่อ เซ็ง อย่างแรงกับพฤติกรรมของคน แก้ไขอาการเหล่านี้อย่าโง่ๆ ด้วยการขับรถออกไปซื้อแอลกอฮอร์บางยี่ห้อมาดื่ม ปกติจะดื่มเบียร์ (ชอบไวน์ที่สุด แต่มันแพง ต้องประหยัด) ขับรถออกจาบ้านตอนสี่โมงครึ่งนิดๆ แวะไปธนาคารเบิกเงินก่อน แล้วจึงเดินไป MaxValu เพราะขี้เกียจแวะ 7 11 อีก ไหนๆ ก็อยู่ตรงนี้แล้ว ซื้อที่นี่เลยแล้วกัน

เดินเข้าไป เอาตะกร้าใบเล็กวางบนรถเข็น แล้วตรงรี่ไปที่ชั้นวางเครื่องดื่มที่ชั้นทำความเย็น อ้าว…ทำไมไม่มีเบียร์กระป๋องสูง พลันสายตาเหลือบแลไปเห็นกระป๋องสีหวานๆ เข้า มีรูปบ๊วยอยู่ที่กระป๋อง กับอีกกระป๋องมีรูปมะนาวฝาดเป็นชิ้น เอ…เอางัยดี…มันคืออะไร… พอดีตรงนั้นมีพนักงานขายเลยหันไป ยังไม่ทันเอื้อนเอ่ย พนักงานหนุ่มน้อยหน้ามนก็อธิบายให้ป้าอย่างป้าอย่างฉันฟังว่า

“มันเป็นเหล้าบ๊วยครับ”

“แล้วแบบไหนอร่อยกว่ากัน คุณเคยดื่มรึยัง”

“เคยแล้วครับ ผมว่ากระป๋องที่มีรูปบ๊วยอร่อยกว่า”

เริด…ดีงาม…หยิบมาเลยสองกระป๋อง แล้วป้าก็ถามอีก

“แล้วเบียร์กระป๋องสูงหมดแล้วเหรอ”

“ขายหมดเลยครับ แต่..เอ…ผมเห็นเหลืออยู่กระป๋องที่ชั้น แต่ไม่เย็นนะครับ”

“ได้ ไม่มีปัญหา”

ได้ของครบก็ขับรถกลับบ้าน เอาเครื่องดื่มแช่ตู้เย็นกะว่า เหอะ…เดี๋ยวจะกึ่มให้อารมณ์รื่นๆ เลยทีเดียว นั่งพักสักครู่ก็ลงไปอาบน้ำอาบท่า อากาศร้อนมาก เปิดแอร์ หกโมงจะครึ่งแล้ว อาบน้ำตัวหอมกรุ่นถึงได้หยิบกระป๋องสีหวานๆ นั่นมาเปิด รินใส่แก้ว แล้วก็นั่งจิบที่โต๊ะทำงานข้างหน้าต่างอย่างสบายใจ หอมแฮะ…หวานๆ สรุป…อร่อยเลย…

ทีนี้ไม่ใช่แค่กึ่มแล้ว เมาเลยค่ะ เพราะหมดเรียบสองกระป๋อง อารมณ์รื่นๆ อยากคุย อยากบอก อยากหัวเราะกับ “บางคน” ก็บังเกิด คนอย่างฉันในเวลาแบบนี้เรื่องที่พูดจริงทุกเรื่อง ไม่ประดิษฐ์คำ ไม่แหย่หยอกเย้า คิดอย่างไรก็พูดออกมา เช่นนั้น…ที่ว่า…คนเมาพูดอะไรเชื่อไม่ได้ พูดไม่จริง พูดได้เรื่อยๆ ใช้ไม่ได้กับฉัน

สมัยยังละอ่อนออกไปเที่ยวกับเพื่อน แล้วมีรุ่นพี่ต่างคณะมาเกาะแกะ เกี้ยงพาราสี แล้วเขาก็ถือได้ว่าเป็นดาวคณะคนนึง โอ๊ย…เธอพูดจาหวานหู เรียกฉันน้องทุกคำ ล่วงผ่านวันนั้นมาอีกสักระยะ เจอหน้ากันจะจะแถวโรงอาหารกลาง เธอพูดว่างัยรู้มั้ย เธอบอกว่า

“คืนนั้นพี่เมามาก ที่พูดน่ะล้อเล่นนะ อย่าคิดมาก”

แหม่..อยากชกปากกับหน้านวลๆ นั่นเสียจริง ยังกับฉันไม่รู้ ผู้ชายเป็นแบบนี้กันแทบทุกคนแหละ เมาแล้วปากดี ไม่ใจกันเท่าไหร่หรอก ฉันใจกว่าเยอะ…ชอบก็บอกชอบ รักก็บอกรัก จะเลิก…อยากเลิก…ก็ว่ามา ไม่ยื้อหรอก แต่จะบอกว่าไม่เสียใจก็คงจะเกินไปหน่อย หัวใจมันมีเลือดมีเนื้อนะ ไม่ใช่หิน ไม่เหล็ก ไม่ใช่ของแข็งๆ ถึงจะได้ไม่มีความรู้สึกอะไร

06:42

ปล. กอดโอ๋เหล่าแฟนหงษ์เมื่อคืน เจอไปสองดอก ไม่ต้องเสียใจน้าาาาา hee hee hee ^_^

20150322_171412_v1

19 มีนาคม 2558 (พฤหัสบดี)

เดี๋ยวนี้…ทุกเช้าที่ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างแรกของความคิดคือ “เช้านี้จะบ่นอะไรให้เพื่อนฟังดี” อย่างน้อยเพื่อนก็อ่านแล้วแถมยังบอกว่า

“นั่งอ่านอยู่บนรถตู้ เพลินดี เขียนมาๆ เพื่อนจะอ่าน”

“เขียนบ่อยๆ นะ ชอบอ่าน”

ดีใจเหอะขอบอก เหมือนได้นั่งคุยกับเพื่อน คุยกับตัวเอง คุณอ๋ายบอกว่า “เขียนเถอะค่ะ เขียนอะไรที่เราอยากอ่าน อยากอ่านอะไร แบบไหน ก็เขียนแบบนั้น บางอย่างได้เขียนระบายออกมาบ้าง มันจะดีขึ้น” คุณอ๋ายเพื่อนที่ได้รู้จักกันทาง social network ที่ hot hit ติดชาร์ตที่สุดในโลก ไม่เคยเจอกัน พบปะพูดจา หากแต่เพียงแค่บอกไปว่า ‘เสียใจจัง’ คุณอ๋ายตอบกลับมาทันทีว่าจะมาหา จะมาอยู่ด้วย อยู่ที่ไหนยังงัย อยู่ได้มั้ย จากความรู้สึกเสียใจแบบล้นๆ เหมือนมีความอุ่นใจเข้ามาปะปนว่าเราไม่ได้เศร้าอยู่คนเดียว

ฉันถือว่าตัวเองเป็นคนโชคดีในการคบหาเพื่อนใน social network เริ่มต้นที่ Multiply (เจ๊งไปแล้ว เสียดายมาก) เพราะความที่ชอบถ่ายรูปแท้ๆ เลยตาม ‘ต้น’ เพื่อนไปเปิด account ที่ Multiply หวังจะเป็นที่ปล่อยของ (อวดภาพถ่ายของตัวเองว่าง่ายๆ) เหตุผลในตอนนั้นอย่างเดียวคืออยากฝึกถ่ายรูปให้สวย ให้ดี แล้วก็มีคนชอบ หลังจากนั้นก็เริ่มขอเป็นเพื่อนกับคนนั้นคนนี้โดยเริ่มขอคนที่เป็นเพื่อนของเพื่อนเราก่อน และหลังจากนั้นชีวิต on line ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ที่บอกว่าฉันโชคดี…โชคดียังงัยน่ะเหรอ เพื่อนที่ฉันได้รู้จักพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือแม้กระทั่งแซวกันไปมา แทบจะทุกคนเป็นคนที่คบหาได้ มีความเป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่การงาน ไม่เพ้อเจ้อไปวันๆ มีสาระในชีวิต จากที่ความต้องการแค่เรื่องเกี่ยวกับการถ่ายรูป เลยลามปามมาถึงจุดเริ่มต้นของการอ่านหนังสือ น้องๆ เพื่อนๆ อ่านหนังสือกันเก่งชมัด อ่านกันหลายแนว ทุกคนช่วยกันแนะนำหนังสือให้ฉันอ่าน (น่ารักที่สุด) จากที่เคยอ่านแต่นวนิยายก็ได้อ่านหลากหลายมากขึ้น กระทั่งวิธีการอ่านก็เปลี่ยนไป เคยอ่านแบบข้ามๆ ไม่สนใจรายละเอียด ความสวยงามของภาษา ฉันเริ่มละเมียดละมัยในการอ่าน ทุกสัมผัสของหน้ากระดาษ ทุกความหมาย ทุกคำของตัวอักษร ใช้เวลานานขึ้น

จากนั้นไม่นาน (เพื่อนๆ เค้าเล่นกันมาหลายปี ฉันเพิ่งเล่นได้ไม่กี่ปีเอง) ก็ได้ยินข่าวว่า Multiply จะปิดตัวลง ทุกคนต่างพากันเสียดาย และได้แลกที่อยู่ในการติดต่อกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ จนกระทั่งมาถึงเฟซบุค และที่นี่ทำให้ฉันได้เจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนประถมและมัธยม และได้เจอเพื่อนใหม่อีกหลายๆ คนเช่นกัน แล้วก็นับเป็นความโชคดีของฉันอีกอย่างเคย เพื่อนที่คบหาคุยกันในนี้ แทบจะทุกคนเป็นคนคบหาได้ มีความเป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่การงาน เพื่อนฝูงพี่น้องจาก Multiply บางคนก็มาคบหากันต่อที่นี่ จากที่ใช้พูดคุยกันผ่านทางนิ้วมือ คราวนี้ก็นัดเจอกัน พบหน้าค่าตา บางคนไม่เคยเจอหน้าแต่พูดคุยทักทายกันเกือบทุกวัน

ถามว่าฉันติดมันมั้ย ใช่ฉันติด ก็เพื่อนบานเลย ทุกคนคบหาได้ทั้งนั้น จริงอยู่อาจจะมีคนพูดกันเสมอว่าเป็นโลกเสมือน ตัวตนที่แท้จริงไม่เปิดเผยมาให้เห็นให้รู้กันในนี้หรอก ต้องระวัง บลาๆๆๆๆๆๆ สำหรับฉันเพื่อนก็เพื่อนน่ะ เสมือนหรือไม่เสมือนไม่ได้สนใจอะไรกับมันมากมายนัก ความเป็นตัวตนบางครั้งสัมผัสได้จากตัวอักษรเหมือนกัน เพื่อนฉันมีหมดทุกอาชีพแล้วกระมัง ทุกคนมีความรับผิดชอบ มีความเป็นผู้ใหญ่ ไม่รู้สิ บางคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคนนับหน้าถือตา บางคนหน้าที่การงานดี บางคนเป็นบุคคลในวงการถ่ายภาพที่มีคนให้เกียรติมากมาย

แบบนี้ไม่เรียกเรียกว่าฉันโชคดีแล้วจะให้เรียกว่าอะไร…

06:13

Capture 1

18 มีนาคม 2558 (พุธ)

ตีสี่ครึ่ง…ไม่สามารถหลับต่อแล้วตื่นนอนตามเวลาทางการได้ ความคิดผุดขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า

ความรักคือการให้ ให้เฉยๆ ให้โดยไม่ได้รับอะไรกลับมาเลยน่ะเหรอ ‘bullshit’ จะบอกให้นะว่า ความรักคือการให้อภัย และในความรักที่สำคัญไม่ใช่การอดทนอย่างที่เจ้าภาพกล่าวๆ กันในงานแต่งหรอกนะ ฉันนั่งฟังบางครั้งอยากขึ้นไปพูดเสียเอง อดทนคือการยอมรับ มันก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ลองนึกดูดีๆ อดทนคือการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในสิ่งที่เราไม่ชอบใจ แล้วก็อดทนที่จะเมินมองในการกระทำนั้นๆ การอดทนกับการยอมรับหรือรับได้มันต่างกัน บางคนไม่อดทนแต่ยอมรับ บางคนไม่ยอมรับแต่อดทน ผลที่ได้ออกมาต่างกัน

อดทนของแต่ละคนมีขีดจำกัด ถ้าหมดความอดทน ความรักมันก็ไม่เหลือ การให้อภัยต่างหากที่สำคัญ อย่างไรน่ะเหรอ การให้อภัยคือการให้โอกาส การให้อภัยคือการปรับตัวที่จะใช้เวลาอยู่ร่วมกัน การให้อภัยคือการรับฟังทุกเรื่องของอีกฝ่ายไม่ว่าจะถูกหรือจะผิดและพร้อมที่แก้ปัญหานั้นไปด้วยกัน การให้อภัยคือการที่ค่อยๆ ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งแวดล้อมต่างๆ และสภาวะรอบตัว และนั่นต่างหากคือ ‘ความรัก’

ใครทำได้ก็ทำไปเถอะ รักโดยไม่หวังว่าจะได้อะไรกลับมา บอกเลยเหลวไหลทั้งนั้น ในความเป็นจริงไม่มีหรอก รักต้นไม้ปลูกต้นไม้ยังหวังให้มันเติบโต งอกงาม ออกดอกออกผล รักหมารักแมวก็อยากให้มันคลอเคลียเล่นด้วย รักลูก (ที่สุดของความรักแล้ว) ก็ยังหวังว่าอย่างน้อยให้เค้าเป็นคนดี รักเพื่อนยังอยากให้เพื่อนเข้าใจเรา แล้วไอ้ที่บอกรักโดยไม่หวังอะไรตอบแทน แค่เห็นคนที่เรารักมีความสุข ชริส์…นี่ก็คือผลตอบแทนแบบหนึ่งล่ะว้า

คนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน นิสัยใจคอ สันดาน ย่อมคุ้นเคยเห็นกันมาแล้วทั้งสิ้น การให้อภัยจึงทำไม่ลำบากเพราะมีความผูกพันมีความรักเป็นพื้นฐาน ทำให้เกิดความเข้าใจ ยอมรับ รู้เหตุจากกระทำของคนของเรา และนั่นคือความรักที่พร้อมจะให้อภัยในการอยู่ร่วม ไม่ใช่การอดทนมองเมินจากการะทำของอีกฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ

เหมือนเล่นเทนนิส จะเล่นด้วยกันก็ต้องช่วยกันเก็บบอล วิ่งไล่บอล เพื่อโต้กลับมาให้อีกฝ่าย แต่ถ้าไม่เคยด้วยกันเลยหรืออีกฝ่ายเล่นได้ยังไม่ดีนัก จังหวะบอลไม่พอดี ตีเสียบ่อยๆ คนที่รักจะเล่นด้วยกันก็ต้องสอน ต้องช่วยกันเก็บบอล วิ่งไล่บอล ไม่ใช่มีเงื่อนไขว่าต้องส่งบอลมาดีๆ ให้บอลตกใกล้ตัวถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเล่น ถามหน่อยอีกฝ่ายที่มันเล่นไม่ค่อยเก่ง จับจังหวะยังไม่ได้ มันจะรู้สึกยังงัย ก็รู้…ตีบอลเสียแต่ละครั้งมันต้องวิ่งตามเก็บ มันเหนื่อย แต่จะไม่ช่วยสอน ช่วยบอก ใจเย็นๆ หน่อยไม่ได้เชียวเหรอ ไม่ได้บอกเลยนะว่าจะไม่วิ่งไล่บอล เวลาตีเสียอีกฝ่ายก็วิ่งเก็บบอลเหมือนกันเหนื่อยเหมือนกัน แล้วก็ไม่เคยมีเงื่อนไขว่าจะต้องตีให้บอลมาตกใกล้ตัว มีแต่จะพยายามตีข้ามไปให้ตกใกล้ตัวคนเล่นฝั่งตรงข้ามเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยวิ่งไล่บอล

เฮ่ย…แต่คนมันเล่นยังไม่เก่งนี่หว่า control บอลไม่ค่อยได้ ตีเสียบ่อย พลาดบ่อย จะไม่ช่วยสอนกันหน่อยเลยเหรอ ไม่ได้ดื้อดึงที่จะไม่ฟัง ไม่ได้ดื้อดึงที่จะไม่ทำตามที่สอน แต่มันต้องใช้เวลาฝึกฝน เวลาก็ไม่ให้ อภัยก็ไม่มี พอไม่ได้ตามเงื่อนไขก็เดินออกนอกสนามไปเลย ใจร้ายไปหน่อยมั้ยอ่ะ แล้วไอ้คนที่ยืนอยู่อีกฝั่งล่ะมันจะเป็นยังงัย มันจะผิดหวัง เสียใจ ก็ช่างหัวมัน แบบนั้น…ใช่มั้ย…

05:10

065