ติสตู นักปลูกต้นไม้

ลำดับที่ 8 หนังสือ : ติสตู นักปลูกต้นไม้ Tistou les Pouces verts

ผู้เขียน : โมรีส ดรูอง Maurice Druon

ผู้แปล : อำพรรณ โอตระกูล

ติสตู เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ไปเรียนหนังสือในโรงเรียนแล้วนอนหลับในทุกชั่วโมง จนคุณครูต้องส่งกลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่ของติสตูแก้ปัญหาโดยให้ติสตูเรียนรู้จากสิ่งรอบๆ ตัว แล้วการผจญภัยในความคิด จินตนาการของเด็กชายตัวเล็กๆ คนนี้ก็เริ่มขึ้น เหมือนเด็กทั่วๆ ไป ติสตูช่างซักช่างถาม จนบางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่รู้จะตอบติสตูอย่างอย่างเพราะผู้ใหญ่มี ‘ความคิดสำเร็จรูป’ ในการอธิบายความเป็นไปในโลกใบนี้อยู่แล้ว ในคราวที่ติสตูถูกส่งไปเรียนรู้เรื่องระเบียบ หลังจากที่ฟังคำอธิบายอย่างยาวเยียดจากคุณตรูนาดิส ติสตูก็สรุปได้ว่า ระเบียบคือ เมื่อเราพอใจ ลองกลับมาถามตัวเองดูทีว่า ใช่มั้ย… ติสตูปลูกต้นไม้เก่งเพราะว่ามีนิ้วหัวแม่มือเป็นสีเขียว คือถ้าเอานิ้วหัวแม่มือไปจิ้มที่ดินตรงไหนต้นไม้ดอกไม้ก็จะงอกขึ้นมาทันที เริดมั้ยเล่า ตอนเกิดสงคราม โรงงานของคุณพ่อติสตูซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ขายอาวุธต่างๆ กับทั้งสองประเทศที่รบกัน ติสตูไม่ชอบและกังวลใจอย่างมาก สิ่งที่ตัดสินใจทำก็คือปลูกต้นไม้ดอกไม้ไว้ที่อาวุธต่างๆ จนไม่สามารถใช้งานได้ อย่างปืนใหญ่พอยิงเข้าหากันแทนที่จะเป็นลูกปืน แต่กลับกลายเป็นดอกไม้ไปหมด เพิ่งอ่านจบหลังจากวางอยู่บนโต๊ะเกือบเดือน รักติสตู…

11:23

13 มิถุนายน 2557 (ศุกร์)

no. 8

Advertisements

Nights in Rodanthe (Movie)

Nights in Rodanthe (2008)
Director : George C. Wolfe

จู่ๆ ก็อยากดูหนังเรื่องนี้ขึ้นมา นั่งรื้ออยู่พักใหญ่กว่าจะหาเจอว่าเก็บไว้ในกล่องไหน

Nights in Rodanthe เป็นหนังที่สร้างมาจากหนังสือของเจ้าพ่อนักเขียนนวนิยายรักโรแมนติก Nicholas Sparks ซึ่งฉันก็ไม่ค่อยพลาดที่จะหาหนังสือของเค้ามาอ่าน แต่เรื่องนี้ไม่แน่ใจว่าได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยรึเปล่า

เรื่องราวความรักของคนที่โตแล้ว มีครอบครัวแล้ว หากแต่มีปัญหา Adrienne Willis (แสดงโดย Diane Lane) แม่ลูกสองซึ่งแยกทางกับสามี ได้พบกับศัลยแพทย์ฝีมือดี Dr. Paul Flanner (แสดงโดย Richard Gere) บ้างาน เย็นชา เหมือนคนไม่มีความรู้สึก ภรรยาทิ้ง ลูกชายคนเดียวที่เป็นหมอก็หนีไปเปิดคลินิกรักษาผู่ป่วยที่ประเทศเอกวาดอร์

ทั้งคู่มาพบกับที่ Rodanthe ซึ่ง Adrienne รับปากกับเพื่อนสนิทว่าจะมาดูแลที่พักเล็กๆ ริมหาดให้ในระหว่างที่ไม่อยู่ และ Dr. Pual เป็นแขกคนเดียวที่มาพัก ทั้งคู่มีปมปัญหาเป็นของตัวเอง Adrienne อยู่ในระหว่างการตัดสินใจที่กลับไปอยู่กับสามีหรือไม่ Dr. Paul หมดหวัง สิ้นหวังจากชีวิตครอบครัว ผิดหวังจากการผ่าตัดที่ล้มเหลวทำให้คนไข้เสียชีวิต ซึ่งในการมา Rodanthe ครั้งนี้ก็เพื่อที่จะมาพบกับครอบครัวของคนไข้

คนแค่สองคนอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน จึงไม่ยากเลยที่ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบ่งปันทัศนคติให้แก่กัน ‘ความรัก’ ของทั้งคู่เกิดขึ้นในคืนที่พายุฝนกระหน่ำเข้าหาฝั่งอย่างบ้าคลั่ง

หนังเรื่องนี้ชอบที่สุดตรงไหนรู้มั้ย…ชอบที่ Adrienne กับหมอเขียนจดหมายหากัน คือ…ในคืนที่ทั้งสองคน ‘รัก’ กัน หมอก็กลายเป็นอีกคนที่ไม่หยาบ แข็งกระด้าง เย็นชา ความรักทำให้คนเปลี่ยนไปน่ะ หมอบอกกับ Adrienne ว่าจะไปหาลูกชายที่เอกวาดอร์จะไปตามลูกชายกลับบ้าน ไม่รู้ว่าระยะเวลาจะนานมากน้อยแค่ไหน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มเขียนจดหมายรักส่งถึงกัน

คนทั้งคู่เฝ้านับเวลาที่จะได้พบกัน เพื่อจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันอีกครั้ง แต่ก็มีอันต้องให้จากพราก คืนนั้น Adrienne รอที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับชายผู้เป็นที่รัก หากแต่รอแล้วรอเล่า… จนกระทั่งเช้าเสียงเรียกที่ประตูก็ดังขึ้น น้ำตาฉันเริ่มเอ่อมาทันที ที่หน้าประตูชายหนุ่มท่าทางสุภาพยืนถือกล่องพร้อมกับถามว่า คุณคือ Adrienne Willis ใช่มั้ย ผมเป็นลูกชายของ Dr. Paul Flanner เท่านั้นเองแผ่นดินตรงหน้าก็เหมือนจะถล่มลงไป

ร้องไห้อีกนั่นแหละ ยิ่งตอนที่ Adrienne เปิดกล่องที่ลูกชายหมอเอามาให้ ทุกอย่างล้วนเป็นความทรงจำของความรักทั้งสิ้น จดหมายของ Adrienne ถูกเก็บไว้กับของใช้ส่วนตัวของหมอ และในกล่อง Adrienne ก็พบจดหมายที่จ่าหน้าถึงเธอแต่ยังไม่ถูกส่งมา เฮ่ออออออ เศร้าก็เศร้า แต่ก็ซาบซึ้งเสียเหลือเกิน

But there’s another kind of love.
One that gives you the courage to be better than you are,
not less than you are.
One that makes you feel that anything possible.

10 กุมภาพันธ์ 2557 (จันทร์)

005

บันทึกถึงเธอ…เบียทริซ

No. 15

หนังสือ : บันทึกถึงเธอ…เบียทริซ
ผู้เขียน : สิริพันธุ์ สุนทรวิจิตร

ฉันได้เริ่มออกตามหาหนังสือเล่มนี้เพราะได้ยินน้องๆ พูดถึงกันบ่อยมาก จนตัวเองชักอยากรู้จัก “เบียทริซ” ขึ้นมาตะหงิดตะหงิด หะแรกฉันคิดว่าคงเป็นเรื่องราวของความรักระหว่างชายหญิง แต่ผิดคาดกลับกลายเป็นเรื่องราวความผูกพันระหว่างผู้หญิงสองคนที่มีความแตกต่างทั้งอายุและชาติพันธุ์ที่ช่างห่างไกลกันเสียเหลือเกิน

อาจเป็นเพราะฤทธิ์ของ soju หนึ่งขวด ทำให้ฉันแทนที่จะเข้านอนตามเวลาปกติหลังจากอ่านหนังสือเล่มก่อนหน้านี้จบ กลับกลายเป็นมานั่งคุยกับ “เบียทริซ” จนกระทั่งตีสอง และตื่นเช้า (เช้าจริงๆ นะ) ออกไปส่งนายข้าวคนเล็กไปโรงเรียนแล้วก็รีบขับรถกลับมาชงกาแฟอุ่นๆ เพื่อจะมาคุยกับนางต่อ

ฉันเป็นคนอ่อนไหวง่าย…ใช่…แต่ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของความรักโรแมนติกระหว่างหญิงชายเท่านั้น ฉันกลับพบว่าตัวเองสามารถน้ำตาเอ่อมาได้ง่ายมากกว่าหากเป็นเรื่องของครอบครัว เพื่อน ความผูกพันระหว่างมนุษย์

บันทึกถึงเธอ…เบียทริซ เป็นเรื่องของมิตรภาพระหว่างนักเรียนหญิงสาวที่ไปเรียนต่อในประเทศออสเตรเลียกับหญิงชราชาวออสซี่วัยเก้าสิบห้าปี อาจด้วยความเป็นไทยที่เพาะบ่มให้มีความเอื้ออาทรต่อเด็ก สตรี และคนชรากระมังจึงทำให้นักเรียนสาวผู้นี้อาทรกับหญิงชราอย่างเบียทริซนัก

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกหัวใจพองโต ใจเต้นตึกตัก หรือนั่งอมยิ้ม เหมือนหนังสือรักทั่วๆ ไป แต่กลับกลายเป็นว่าหนังสือเล่มนี้ทำเอาหัวใจฉันสะเทือนไปเลยทีเดียว น้ำตารื้นอยู่เกือบตลอดเวลาที่นั่งอ่าน

“ช่องว่างระหว่างวัยกว่าเจ็ดสิบปีระหว่างฉันกับเบียทริซไม่มีผลต่อการสานมิตรภาพ แต่การมีเพื่อนอายุเก้าสิบห้าเช่นนี้เหมือนการมองรุ้งกินน้ำสีสวยบนท้องฟ้า เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าละอองน้ำจะบอกลาแสงอาทิตย์และพารุ้งลับหายไปเมื่อไหร่…”

18:05
16 สิงหา ’56 (ศุกร์)

คำพิพากษา

No. 13

หนังสือ : คำพิพากษา
ผู้เขียน : ชาติ กอบจิตติ

ตั้งแต่ที่หนังสือได้ถูกนำมาทำเป็นหนังโลดแล่นทั้งบนแผ่นฟิล์มและในจอแก้ว ฉันไม่เคยคิดแม้แต่จะดู เพราะการ “โปรโมท” ในแต่ละครั้งจะมุ่งประเด็นไปแต่ตัวละครหญิงม่ายนางสมทรง และการหานักแสดงมารับบทนี้ก็จะเน้นเรื่องของสรีระมากกว่าการตีความ ทำให้ความรู้ต่อหนังสือเล่มนี้ออกจะอีโรติกอยู่ไม่น้อย (ยอมรับว่าติดภาพนางสมทรงซึ่งนักแสดงสาวทรงโตเคยได้รับบทนี้)

ขอนนุญาตนะ…อ่านจบความคิดส่วนตัวแว่บแรกคือ เลวมันทั้งตำบล การตัดสินคนคนหนึ่งจากคนหมู่มากสามารถทำลายชีวิตคนคนนั้นได้ทั้งชีวิต สังคมเล็กๆ หากเกิดการหล่อหลอมทางความคิดโดยมีผู้ใหญ่หรือผู้นำที่ขี้โกง ไม่เป็นธรรม ย่อมโน้มน้าวให้เกิดความคิดไปในทางเดียวกันได้ไม่ยาก คนที่ถูกกระทำหากไม่เข้มแข็งและมั่นคงในความถูกต้องและความดีที่เพียรทำ ก็จะตกเป็นเหยื่อไปในที่สุด

สงสารฟัก…สงสารนางสมทรง…คนทั้งหมู่บ้านมีสิทธิอะไรไปตัดสินชีวิตเค้า ส่วนลุงไข่คนที่เชื่อว่าฟักไม่ได้เอาแม่เลี้ยงมาทำเมีย และเป็นคนที่เข้าใจฟักที่สุด แกก็เป็นคนที่ถูกคนทั้งตำบลตัดสินไปแล้วด้วยเหมือนกันว่าสกปรก เพราะแกเป็นสัปปะเหร่ออยู่แต่กับศพ ที่จะต้องมือไม้เนื้อตัวเปื้อนไปด้วยน้ำเลือดและน้ำหนอง

ตัวละครนางสมทรงนี่ก็อีก น่าสงสารมาก เป็นคนสติสตังไม่ดี ไม่ใช่นางอยากแต่จะเอากับฟักอยู่ตลอดเวลา (ขอบอกว่าฉันเข้าใจมาอย่างนี้มาโดยตลอด) สำหรับฉันการที่นางถาม “ผัวฉันอยู่ไหน ผัวฉันอยู่ไหน” ฉันว่านางไม่เข้าใจหรอกนะคำว่า “ผัว” น่ะหมายถึงอะไร ความหมายสำหรับนางอาจจะเป็นคนที่คอยดูแลนาง อยู่เป็นเพื่อนนาง…เท่านั้น…

เรื่องนี้นอกจากเนื้อเรื่องจะให้ข้อคิดดีๆ ที่ฉันสามารถหยิบยกไปเล่าและแอบอบรมนายสองข้าวในเรื่องของการตัดสินผู้อื่นจากภายนอกแล้ว พี่ชาติ…ผู้เขียน…ใช้ภาษาในการบรรยายและเปรียบเทียบสิ่งแวดล้อม ความเป็นไป อารมณ์และความรู้สึก จนฉันสามารถเห็นใบแก่สีน้ำตาลของต้นไผ่ถูกลมพัดกำลังร่วงปลิวตกลงที่พื้นอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินใครทั้งนั้นว่า “ถูก” หรือ “ผิด” หากการกระทำนั้นๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนรอบข้างหรือส่วนรวม ทุกคนมีเหตุผลในสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไปทั้งสิ้น

12:35
8 สิงหา ’56 (พฤหัสบดี)

นกก้อนหิน

No. 12

หนังสือ : นกก้อนหิน
ผู้เขียน : บินหลา สันกาลาคีรี

ฉันไม่สามารถวาง นกก้อนหิน เล่มนี้ได้เลย ตั้งแต่เช้า…ฉันซุกนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะทำงานข้างหน้าต่าง พร้อมกับฟังเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นไม่เป็นส่ำหลังจากได้อ่านไปเพียงสามสิบสามหน้า

แค่คำโปรยที่ปกหนังสือ ก็ทำให้ความรู้สึกนั้นมันตื้อขึ้นมาซะอย่างนั้น…

“ปีหนึ่งมีสี่ฤดู ต่อให้อีกสี่ปีก็แค่สี่ฤดู ฉันไม่รอเธอนานกว่านี้”

แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ฉันก็อ่านไม่รู้กี่เที่ยวต่อกี่เที่ยว

อังโตน…ชายหนุ่มผู้ถูกท้าทายในเรื่องของความรัก
“ชั่วชีวิตผมก็ไม่มีเปลี่ยนแปลง”

เยจิน…หญิงสาวผู้เชื่อมั่นในความรัก
“เพียงแต่เธอสัญญากับฉัน และขอให้จำไว้ ฉันจะนับทุกครั้งที่พระอาทิตย์ตก จนครบหนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบหกครั้ง เพื่อว่าในเช้าวันรุ่งขึ้น คนแรกที่ฉันจะได้เห็นหน้าก็คือเธอ”

เยจิน…หญิงสาวผู้เข้าใจในความรัก
“อังโตนของฉัน คนดีของฉัน คำสัญญาไม่ใช่พันธนาการ…
ในวันข้างหน้าถ้าเธอจะกลับมาหาฉันก็เพราะเธออยากจะกลับมา ไม่ใช่กลับมาเพราะคำสัญญา ถ้าเธอพบว่าสามารถรักใครบางคนได้มากกว่าฉัน เธอจงรักเขา และเลือกอยู่กับเขา ฉันก็จะเป็นสุขในความรักของเธอ”

ผาฝน…ในสายตาของอังโตนเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ วัยหกเจ็ดขวบคนหนึ่งที่ถูกเลี้ยงแบบตามใจจนเสียคน

ความรักความผูกพันธ์ที่ผูกเชื่อมกันไว้ด้วย จักรยาน นก และก้อนหิน ผู้เขียนถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครออกมาได้ชัดเจน แนบเนียน ละเมียดละไม จนฉันสามารถจินตนาการตัวละครตัวนั้นๆ ได้ไม่ยากเลย

ขอบคุณปุ้มที่ถามว่า “ส้มโออ่าน นกก้อนหิน ของบินหลารึยัง ปุ้มทำงานกับพี่ต้อ บินหลาด้วยนะ” ฉันเลยไปตามหามาจนได้ อ่านจบภายในสองวัน อินมั่ก…มั่ก…

ปล. ปุ้ม…ส้มโออ่านจบแล้ว ฝากหนังสือไปให้พี่เค้าเซ็นเป็นที่ระลึกให้หน่อยน้าาา ^___^

14:49
4 สิงหา ’56 (อาทิตย์)

Kate & Leopold (Movie)

009

Kate & Leopold (2001)
Director : James Mangold

เป็นเรื่องของความรักข้ามภพระหว่าง Kate (แสดงโดย Meg Ryan) working woman ของเมือง New York ในปี 2001 กับ Leopold (แสดงโดย Hugh Jackman) ท่านดุ๊คที่ 3 แห่งอัลบานี่ผู้คิดค้นลิฟท์เป็นคนแรกของโลก

แฟนเก่า Kate เกิดไปค้นพบประตูข้ามกาลเวลาเข้า แล้วย้อนกลับไปในยุคที่เค้ากำลังทำพิธีเปิด Brooklyn Bridge เอาล่ะสิ…ด้วยความที่ Leopold เป็นคนช่างสังเกตอันเป็นอุปนิสัยของนักประดิษฐ์ เห็นแฟนเก่านางเอกทำลับๆ ล่อๆ ในพิธีเปิดสะพาน แล้วยังไปโผล่ในงานเลี้ยงที่พระเอกของเราจะต้องประกาศตัวเจ้าสาว เลยไล่ตามกันจนกลับมาในปี 2001

เป็นหนังรักเรื่องโปรดทีเดียวเชียว ตอนแรกที่ Kate เจอ Leopold ก็คิดว่าเป็นเพื่อนเพี้ยนๆ ของแฟนเก่า แต่ด้วยความสุภาพ จริงจัง จริงใจ และโรแมนติคมากกกกกก คิดดู…ชอบ Kate ยังต้องเขียนจดหมายขออนุญาตก่อน ทำให้ Kate ไม่พอใจก็เขียนจดหมายขอโทษแล้วก็เชิญมาทานอาหารเย็นบนดาดฟ้า ทำอาหารให้รับประทาน จ้างคนมาเล่นไวโอลิน ขอ Kate เต้นรำใต้แสงดาว

แต่ฉากสุดโปรดเห็นจะเป็นฉากที่ Kate นอนอิงแอบ Leopole ตรงระเบียงห้อง ให้ได้อยากเป็น Kate ยิ่งนัก…

23 กรกฎา ’56 (อังคาร)

พันธุ์หมาบ้า

หนังสือ : พันธุ์หมาบ้า
ผู้เขียน : ชาติ กอบจิตติ

เหตุผลที่ไม่เคยคิดจะอ่านหนังสือเล่มนี้เลยคือ เข้าใจ (ไปเอง) ว่าคงเป็นเรื่องสกปรก หยาบคาย ภาพในหัวจะมีแต่ความกระด้าง ก้าวร้าว และอื่นๆ อีกมากมาย เดินผ่านชั้นหนังสือก็ได้เดินผ่านไป ไม่เคยเหลือบแลเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วจู่ๆ…อ่านก็ได้วะ ใครๆ ก็พูดถึงกัน เพื่อนผู้ชายบางคนอ่านเป็นสิบๆ รอบ อะไรของมัน

แม่เจ้าโว้ย…คนบ้าอะไรเขียนได้ตั้งแต่เรื่องเมา…เมาแม่-งทุกอย่าง เหล้า กัญชา แม้กระทั่งผงขาว ความหุนหันพลันแล่นของคนรุ่นหนุ่มสาว ช่องว่างระหว่างวัย ความผูกพันภายในครอบครัว ขอบอกว่าแอบมีความโรแมนติกอยู่ในหนังสือเล่มที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ความรักความผูกพันระหว่างเพื่อนที่มีอย่างแน่นแฟ้น

ยิ่งอ่านไป…อ่านไป…ความหลังของวันวานก็ผ่านเข้ามาเป็นระลอก…ระลอก… ซึ่งในยามนั้นฉันก็ไม่ต่างจากตัวละครเหล่านั้นสักเท่าใด เมาเหล้าหัวราน้ำ ซ้อนเตอร์ไซค์เพื่อนล้มนิ้วแหก หัวเข่าแตก หัดสูบบุหรี่ (แต่พยายามเท่าไหร่ไม่เป็นผล…สูบไม่เป็น) นั่งกินเหล้าดูเพื่อนเมากัญชานั่งหัวเราะกันน้ำตาเล็ดน้ำตาร่วงเพียงแค่ “ทำไมจิ้งจกมันหน้าตาเหมือนจระเข้” ทุกอย่างที่เป็นคำเตือน…แหกมันซะทุกข้อ ฯลฯ

มานั่งนึกดูแล้วถ้าได้อ่านสมัยที่ยังรุ่นๆ อารมณ์คงไม่ปริ่มขนาดนี้ คิดถึงเพื่อนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ตัวเองจากบ้านไปอยู่ไกล เพื่อนจึงสำคัญเสมอ ไปไหนไปกัน เฮไหนเฮนั่น เพื่อนผู้หญิงโดนผู้ชายต่างคณะแทะโลมในระหว่างทางกลับหอหลังจากเมากันปริบ ฉันก็ไม่เคยยอมที่จะลดราวาศอก ขี่ตามไปถึงหน้าหอชาย (ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเขตต้องห้ามของนักศึกษาหญิง) ตะโกนให้ลงมาคุยกันซึ่งๆ หน้า ไม่ใช่มาขี่เทียบชวนไป…แล้วบิดรถหนี และยังวีรกรรมอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถบรรยายไหว

ประทับใจสุดๆ และให้ได้ตระหนักแล้วว่าทำไมเพื่อนมันถึงอ่านกันได้เป็นสิบๆ รอบ มันเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง นี่ก็ตัวกู นี่ก็ตัวกู

ฉันคงเป็นคนพันธุ์นี้เช่นกัน…พันธุ์หมาบ้า…

14 กรกฎา ’56 (อาทิตย์)

no. 9