23 มีนาคม 2558 (จันทร์)

เกิดอาการเบื่อ เซ็ง อย่างแรงกับพฤติกรรมของคน แก้ไขอาการเหล่านี้อย่าโง่ๆ ด้วยการขับรถออกไปซื้อแอลกอฮอร์บางยี่ห้อมาดื่ม ปกติจะดื่มเบียร์ (ชอบไวน์ที่สุด แต่มันแพง ต้องประหยัด) ขับรถออกจาบ้านตอนสี่โมงครึ่งนิดๆ แวะไปธนาคารเบิกเงินก่อน แล้วจึงเดินไป MaxValu เพราะขี้เกียจแวะ 7 11 อีก ไหนๆ ก็อยู่ตรงนี้แล้ว ซื้อที่นี่เลยแล้วกัน

เดินเข้าไป เอาตะกร้าใบเล็กวางบนรถเข็น แล้วตรงรี่ไปที่ชั้นวางเครื่องดื่มที่ชั้นทำความเย็น อ้าว…ทำไมไม่มีเบียร์กระป๋องสูง พลันสายตาเหลือบแลไปเห็นกระป๋องสีหวานๆ เข้า มีรูปบ๊วยอยู่ที่กระป๋อง กับอีกกระป๋องมีรูปมะนาวฝาดเป็นชิ้น เอ…เอางัยดี…มันคืออะไร… พอดีตรงนั้นมีพนักงานขายเลยหันไป ยังไม่ทันเอื้อนเอ่ย พนักงานหนุ่มน้อยหน้ามนก็อธิบายให้ป้าอย่างป้าอย่างฉันฟังว่า

“มันเป็นเหล้าบ๊วยครับ”

“แล้วแบบไหนอร่อยกว่ากัน คุณเคยดื่มรึยัง”

“เคยแล้วครับ ผมว่ากระป๋องที่มีรูปบ๊วยอร่อยกว่า”

เริด…ดีงาม…หยิบมาเลยสองกระป๋อง แล้วป้าก็ถามอีก

“แล้วเบียร์กระป๋องสูงหมดแล้วเหรอ”

“ขายหมดเลยครับ แต่..เอ…ผมเห็นเหลืออยู่กระป๋องที่ชั้น แต่ไม่เย็นนะครับ”

“ได้ ไม่มีปัญหา”

ได้ของครบก็ขับรถกลับบ้าน เอาเครื่องดื่มแช่ตู้เย็นกะว่า เหอะ…เดี๋ยวจะกึ่มให้อารมณ์รื่นๆ เลยทีเดียว นั่งพักสักครู่ก็ลงไปอาบน้ำอาบท่า อากาศร้อนมาก เปิดแอร์ หกโมงจะครึ่งแล้ว อาบน้ำตัวหอมกรุ่นถึงได้หยิบกระป๋องสีหวานๆ นั่นมาเปิด รินใส่แก้ว แล้วก็นั่งจิบที่โต๊ะทำงานข้างหน้าต่างอย่างสบายใจ หอมแฮะ…หวานๆ สรุป…อร่อยเลย…

ทีนี้ไม่ใช่แค่กึ่มแล้ว เมาเลยค่ะ เพราะหมดเรียบสองกระป๋อง อารมณ์รื่นๆ อยากคุย อยากบอก อยากหัวเราะกับ “บางคน” ก็บังเกิด คนอย่างฉันในเวลาแบบนี้เรื่องที่พูดจริงทุกเรื่อง ไม่ประดิษฐ์คำ ไม่แหย่หยอกเย้า คิดอย่างไรก็พูดออกมา เช่นนั้น…ที่ว่า…คนเมาพูดอะไรเชื่อไม่ได้ พูดไม่จริง พูดได้เรื่อยๆ ใช้ไม่ได้กับฉัน

สมัยยังละอ่อนออกไปเที่ยวกับเพื่อน แล้วมีรุ่นพี่ต่างคณะมาเกาะแกะ เกี้ยงพาราสี แล้วเขาก็ถือได้ว่าเป็นดาวคณะคนนึง โอ๊ย…เธอพูดจาหวานหู เรียกฉันน้องทุกคำ ล่วงผ่านวันนั้นมาอีกสักระยะ เจอหน้ากันจะจะแถวโรงอาหารกลาง เธอพูดว่างัยรู้มั้ย เธอบอกว่า

“คืนนั้นพี่เมามาก ที่พูดน่ะล้อเล่นนะ อย่าคิดมาก”

แหม่..อยากชกปากกับหน้านวลๆ นั่นเสียจริง ยังกับฉันไม่รู้ ผู้ชายเป็นแบบนี้กันแทบทุกคนแหละ เมาแล้วปากดี ไม่ใจกันเท่าไหร่หรอก ฉันใจกว่าเยอะ…ชอบก็บอกชอบ รักก็บอกรัก จะเลิก…อยากเลิก…ก็ว่ามา ไม่ยื้อหรอก แต่จะบอกว่าไม่เสียใจก็คงจะเกินไปหน่อย หัวใจมันมีเลือดมีเนื้อนะ ไม่ใช่หิน ไม่เหล็ก ไม่ใช่ของแข็งๆ ถึงจะได้ไม่มีความรู้สึกอะไร

06:42

ปล. กอดโอ๋เหล่าแฟนหงษ์เมื่อคืน เจอไปสองดอก ไม่ต้องเสียใจน้าาาาา hee hee hee ^_^

20150322_171412_v1

Advertisements

19 มีนาคม 2558 (พฤหัสบดี)

เดี๋ยวนี้…ทุกเช้าที่ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างแรกของความคิดคือ “เช้านี้จะบ่นอะไรให้เพื่อนฟังดี” อย่างน้อยเพื่อนก็อ่านแล้วแถมยังบอกว่า

“นั่งอ่านอยู่บนรถตู้ เพลินดี เขียนมาๆ เพื่อนจะอ่าน”

“เขียนบ่อยๆ นะ ชอบอ่าน”

ดีใจเหอะขอบอก เหมือนได้นั่งคุยกับเพื่อน คุยกับตัวเอง คุณอ๋ายบอกว่า “เขียนเถอะค่ะ เขียนอะไรที่เราอยากอ่าน อยากอ่านอะไร แบบไหน ก็เขียนแบบนั้น บางอย่างได้เขียนระบายออกมาบ้าง มันจะดีขึ้น” คุณอ๋ายเพื่อนที่ได้รู้จักกันทาง social network ที่ hot hit ติดชาร์ตที่สุดในโลก ไม่เคยเจอกัน พบปะพูดจา หากแต่เพียงแค่บอกไปว่า ‘เสียใจจัง’ คุณอ๋ายตอบกลับมาทันทีว่าจะมาหา จะมาอยู่ด้วย อยู่ที่ไหนยังงัย อยู่ได้มั้ย จากความรู้สึกเสียใจแบบล้นๆ เหมือนมีความอุ่นใจเข้ามาปะปนว่าเราไม่ได้เศร้าอยู่คนเดียว

ฉันถือว่าตัวเองเป็นคนโชคดีในการคบหาเพื่อนใน social network เริ่มต้นที่ Multiply (เจ๊งไปแล้ว เสียดายมาก) เพราะความที่ชอบถ่ายรูปแท้ๆ เลยตาม ‘ต้น’ เพื่อนไปเปิด account ที่ Multiply หวังจะเป็นที่ปล่อยของ (อวดภาพถ่ายของตัวเองว่าง่ายๆ) เหตุผลในตอนนั้นอย่างเดียวคืออยากฝึกถ่ายรูปให้สวย ให้ดี แล้วก็มีคนชอบ หลังจากนั้นก็เริ่มขอเป็นเพื่อนกับคนนั้นคนนี้โดยเริ่มขอคนที่เป็นเพื่อนของเพื่อนเราก่อน และหลังจากนั้นชีวิต on line ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ที่บอกว่าฉันโชคดี…โชคดียังงัยน่ะเหรอ เพื่อนที่ฉันได้รู้จักพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือแม้กระทั่งแซวกันไปมา แทบจะทุกคนเป็นคนที่คบหาได้ มีความเป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่การงาน ไม่เพ้อเจ้อไปวันๆ มีสาระในชีวิต จากที่ความต้องการแค่เรื่องเกี่ยวกับการถ่ายรูป เลยลามปามมาถึงจุดเริ่มต้นของการอ่านหนังสือ น้องๆ เพื่อนๆ อ่านหนังสือกันเก่งชมัด อ่านกันหลายแนว ทุกคนช่วยกันแนะนำหนังสือให้ฉันอ่าน (น่ารักที่สุด) จากที่เคยอ่านแต่นวนิยายก็ได้อ่านหลากหลายมากขึ้น กระทั่งวิธีการอ่านก็เปลี่ยนไป เคยอ่านแบบข้ามๆ ไม่สนใจรายละเอียด ความสวยงามของภาษา ฉันเริ่มละเมียดละมัยในการอ่าน ทุกสัมผัสของหน้ากระดาษ ทุกความหมาย ทุกคำของตัวอักษร ใช้เวลานานขึ้น

จากนั้นไม่นาน (เพื่อนๆ เค้าเล่นกันมาหลายปี ฉันเพิ่งเล่นได้ไม่กี่ปีเอง) ก็ได้ยินข่าวว่า Multiply จะปิดตัวลง ทุกคนต่างพากันเสียดาย และได้แลกที่อยู่ในการติดต่อกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ จนกระทั่งมาถึงเฟซบุค และที่นี่ทำให้ฉันได้เจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนประถมและมัธยม และได้เจอเพื่อนใหม่อีกหลายๆ คนเช่นกัน แล้วก็นับเป็นความโชคดีของฉันอีกอย่างเคย เพื่อนที่คบหาคุยกันในนี้ แทบจะทุกคนเป็นคนคบหาได้ มีความเป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่การงาน เพื่อนฝูงพี่น้องจาก Multiply บางคนก็มาคบหากันต่อที่นี่ จากที่ใช้พูดคุยกันผ่านทางนิ้วมือ คราวนี้ก็นัดเจอกัน พบหน้าค่าตา บางคนไม่เคยเจอหน้าแต่พูดคุยทักทายกันเกือบทุกวัน

ถามว่าฉันติดมันมั้ย ใช่ฉันติด ก็เพื่อนบานเลย ทุกคนคบหาได้ทั้งนั้น จริงอยู่อาจจะมีคนพูดกันเสมอว่าเป็นโลกเสมือน ตัวตนที่แท้จริงไม่เปิดเผยมาให้เห็นให้รู้กันในนี้หรอก ต้องระวัง บลาๆๆๆๆๆๆ สำหรับฉันเพื่อนก็เพื่อนน่ะ เสมือนหรือไม่เสมือนไม่ได้สนใจอะไรกับมันมากมายนัก ความเป็นตัวตนบางครั้งสัมผัสได้จากตัวอักษรเหมือนกัน เพื่อนฉันมีหมดทุกอาชีพแล้วกระมัง ทุกคนมีความรับผิดชอบ มีความเป็นผู้ใหญ่ ไม่รู้สิ บางคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคนนับหน้าถือตา บางคนหน้าที่การงานดี บางคนเป็นบุคคลในวงการถ่ายภาพที่มีคนให้เกียรติมากมาย

แบบนี้ไม่เรียกเรียกว่าฉันโชคดีแล้วจะให้เรียกว่าอะไร…

06:13

Capture 1

18 มีนาคม 2558 (พุธ)

ตีสี่ครึ่ง…ไม่สามารถหลับต่อแล้วตื่นนอนตามเวลาทางการได้ ความคิดผุดขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า

ความรักคือการให้ ให้เฉยๆ ให้โดยไม่ได้รับอะไรกลับมาเลยน่ะเหรอ ‘bullshit’ จะบอกให้นะว่า ความรักคือการให้อภัย และในความรักที่สำคัญไม่ใช่การอดทนอย่างที่เจ้าภาพกล่าวๆ กันในงานแต่งหรอกนะ ฉันนั่งฟังบางครั้งอยากขึ้นไปพูดเสียเอง อดทนคือการยอมรับ มันก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ลองนึกดูดีๆ อดทนคือการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในสิ่งที่เราไม่ชอบใจ แล้วก็อดทนที่จะเมินมองในการกระทำนั้นๆ การอดทนกับการยอมรับหรือรับได้มันต่างกัน บางคนไม่อดทนแต่ยอมรับ บางคนไม่ยอมรับแต่อดทน ผลที่ได้ออกมาต่างกัน

อดทนของแต่ละคนมีขีดจำกัด ถ้าหมดความอดทน ความรักมันก็ไม่เหลือ การให้อภัยต่างหากที่สำคัญ อย่างไรน่ะเหรอ การให้อภัยคือการให้โอกาส การให้อภัยคือการปรับตัวที่จะใช้เวลาอยู่ร่วมกัน การให้อภัยคือการรับฟังทุกเรื่องของอีกฝ่ายไม่ว่าจะถูกหรือจะผิดและพร้อมที่แก้ปัญหานั้นไปด้วยกัน การให้อภัยคือการที่ค่อยๆ ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งแวดล้อมต่างๆ และสภาวะรอบตัว และนั่นต่างหากคือ ‘ความรัก’

ใครทำได้ก็ทำไปเถอะ รักโดยไม่หวังว่าจะได้อะไรกลับมา บอกเลยเหลวไหลทั้งนั้น ในความเป็นจริงไม่มีหรอก รักต้นไม้ปลูกต้นไม้ยังหวังให้มันเติบโต งอกงาม ออกดอกออกผล รักหมารักแมวก็อยากให้มันคลอเคลียเล่นด้วย รักลูก (ที่สุดของความรักแล้ว) ก็ยังหวังว่าอย่างน้อยให้เค้าเป็นคนดี รักเพื่อนยังอยากให้เพื่อนเข้าใจเรา แล้วไอ้ที่บอกรักโดยไม่หวังอะไรตอบแทน แค่เห็นคนที่เรารักมีความสุข ชริส์…นี่ก็คือผลตอบแทนแบบหนึ่งล่ะว้า

คนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน นิสัยใจคอ สันดาน ย่อมคุ้นเคยเห็นกันมาแล้วทั้งสิ้น การให้อภัยจึงทำไม่ลำบากเพราะมีความผูกพันมีความรักเป็นพื้นฐาน ทำให้เกิดความเข้าใจ ยอมรับ รู้เหตุจากกระทำของคนของเรา และนั่นคือความรักที่พร้อมจะให้อภัยในการอยู่ร่วม ไม่ใช่การอดทนมองเมินจากการะทำของอีกฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ

เหมือนเล่นเทนนิส จะเล่นด้วยกันก็ต้องช่วยกันเก็บบอล วิ่งไล่บอล เพื่อโต้กลับมาให้อีกฝ่าย แต่ถ้าไม่เคยด้วยกันเลยหรืออีกฝ่ายเล่นได้ยังไม่ดีนัก จังหวะบอลไม่พอดี ตีเสียบ่อยๆ คนที่รักจะเล่นด้วยกันก็ต้องสอน ต้องช่วยกันเก็บบอล วิ่งไล่บอล ไม่ใช่มีเงื่อนไขว่าต้องส่งบอลมาดีๆ ให้บอลตกใกล้ตัวถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเล่น ถามหน่อยอีกฝ่ายที่มันเล่นไม่ค่อยเก่ง จับจังหวะยังไม่ได้ มันจะรู้สึกยังงัย ก็รู้…ตีบอลเสียแต่ละครั้งมันต้องวิ่งตามเก็บ มันเหนื่อย แต่จะไม่ช่วยสอน ช่วยบอก ใจเย็นๆ หน่อยไม่ได้เชียวเหรอ ไม่ได้บอกเลยนะว่าจะไม่วิ่งไล่บอล เวลาตีเสียอีกฝ่ายก็วิ่งเก็บบอลเหมือนกันเหนื่อยเหมือนกัน แล้วก็ไม่เคยมีเงื่อนไขว่าจะต้องตีให้บอลมาตกใกล้ตัว มีแต่จะพยายามตีข้ามไปให้ตกใกล้ตัวคนเล่นฝั่งตรงข้ามเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยวิ่งไล่บอล

เฮ่ย…แต่คนมันเล่นยังไม่เก่งนี่หว่า control บอลไม่ค่อยได้ ตีเสียบ่อย พลาดบ่อย จะไม่ช่วยสอนกันหน่อยเลยเหรอ ไม่ได้ดื้อดึงที่จะไม่ฟัง ไม่ได้ดื้อดึงที่จะไม่ทำตามที่สอน แต่มันต้องใช้เวลาฝึกฝน เวลาก็ไม่ให้ อภัยก็ไม่มี พอไม่ได้ตามเงื่อนไขก็เดินออกนอกสนามไปเลย ใจร้ายไปหน่อยมั้ยอ่ะ แล้วไอ้คนที่ยืนอยู่อีกฝั่งล่ะมันจะเป็นยังงัย มันจะผิดหวัง เสียใจ ก็ช่างหัวมัน แบบนั้น…ใช่มั้ย…

05:10

065

17 มีนาคม 2558 (อังคาร)

วันก่อนล้างแก้วกาแฟหลุดมือ ร้าวเลย ใจหายน่อ แก้วร้าว บิ่น เค้าไม่ให้เอามาใช้ใช่ป่าว โอ๊ย…เสียดายจับใจ ใบใหม่ด้วยสิ บ่นมากๆ เข้า ‘บางคน’ เลยปลอบว่า “ไม่มีอะไรไม่เสียครับ” ก็จริงนะ…ไม่มีอะไรไม่เสียซักกะอย่าง ใจตัวเองยังเสียเลย (โยงมาจนได้นะตัวเธอว์)

เพื่อนบอกว่า “ยิ่งพยาม ‘เกี่ยว’ จะยิ่งทุกข์ พอทุกข์มากๆ ถึงมากที่สุดมันจะเลิกได้เอง แต่มันจะเสวยทุกข์ไปนาน จนกว่าใจจะบอกได้ว่า…ไม่เอาแล้ว” แล้วเพื่อนก็สอนว่า “รู้ว่ามันมา รู้ว่ามันทุกข์นะ กลับมาดูกายไม่ต้องอยากให้มันหาย เดี๋ยวมันไปเอง” รู้หมดเลย แต่ก่อนมองเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง how to ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่ใยดี จนได้เจอกับพี่สาวที่เคารพเมื่อหลายปีก่อน เหมือนเจอครู แกสอนแบบนี้แหละ ให้รู้สึกตัวทุกขณะ ถ้าหลุดก็กลับมาจับใหม่ เลยหัดทำ เพื่อนก็สอนเหมือนที่พี่สาวสอน “ปกติจิตคนมันต้องหนี แล้วรู้ตาม ต้องเป็นแบบนี้” เร็วเหมือนลิงเลยจิตคนเราเนี่ย พอมีอะไรมากระทบปั๊บ หลุดหนีทันที แล้วตามจับก็ใช่ว่าจะง่าย

อะไรเนี้ย…วันนี้มาแนวธรรมะ (ธรรมะคือธรรมชาติ) ปกติจะออกแนวหวาน เอียน เลี่ยนนะจ๊ะ คือไม่อยากเสียใจ ไม่อยากทุกข์แล้วน่ะ ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรจีรัง ทั้งทุกข์ ทั้งสุข

Come on…ส้มโอ…

Let it goes, let it flows.  เข้าใจ๋

12:39

011

16 มีนาคม 2558 (จันทร์)

ไม่ได้เข้ามาที่นี่นานเหลือเกิน อะไร…อะไร…ปรับเปลี่ยนไปเยอะเลย งงเหมือนกันนะเนี่ย WP ปรับปรุง งั้นเราก็เอามั่ง เปลี่ยนธีมใหม่ ยังไม่คุ้นเท่าไหร่ คงได้เปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ สนุกเค้าล่ะทีนี้

18:05

ติสตู นักปลูกต้นไม้

ลำดับที่ 8 หนังสือ : ติสตู นักปลูกต้นไม้ Tistou les Pouces verts

ผู้เขียน : โมรีส ดรูอง Maurice Druon

ผู้แปล : อำพรรณ โอตระกูล

ติสตู เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ไปเรียนหนังสือในโรงเรียนแล้วนอนหลับในทุกชั่วโมง จนคุณครูต้องส่งกลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่ของติสตูแก้ปัญหาโดยให้ติสตูเรียนรู้จากสิ่งรอบๆ ตัว แล้วการผจญภัยในความคิด จินตนาการของเด็กชายตัวเล็กๆ คนนี้ก็เริ่มขึ้น เหมือนเด็กทั่วๆ ไป ติสตูช่างซักช่างถาม จนบางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่รู้จะตอบติสตูอย่างอย่างเพราะผู้ใหญ่มี ‘ความคิดสำเร็จรูป’ ในการอธิบายความเป็นไปในโลกใบนี้อยู่แล้ว ในคราวที่ติสตูถูกส่งไปเรียนรู้เรื่องระเบียบ หลังจากที่ฟังคำอธิบายอย่างยาวเยียดจากคุณตรูนาดิส ติสตูก็สรุปได้ว่า ระเบียบคือ เมื่อเราพอใจ ลองกลับมาถามตัวเองดูทีว่า ใช่มั้ย… ติสตูปลูกต้นไม้เก่งเพราะว่ามีนิ้วหัวแม่มือเป็นสีเขียว คือถ้าเอานิ้วหัวแม่มือไปจิ้มที่ดินตรงไหนต้นไม้ดอกไม้ก็จะงอกขึ้นมาทันที เริดมั้ยเล่า ตอนเกิดสงคราม โรงงานของคุณพ่อติสตูซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ขายอาวุธต่างๆ กับทั้งสองประเทศที่รบกัน ติสตูไม่ชอบและกังวลใจอย่างมาก สิ่งที่ตัดสินใจทำก็คือปลูกต้นไม้ดอกไม้ไว้ที่อาวุธต่างๆ จนไม่สามารถใช้งานได้ อย่างปืนใหญ่พอยิงเข้าหากันแทนที่จะเป็นลูกปืน แต่กลับกลายเป็นดอกไม้ไปหมด เพิ่งอ่านจบหลังจากวางอยู่บนโต๊ะเกือบเดือน รักติสตู…

11:23

13 มิถุนายน 2557 (ศุกร์)

no. 8